สมัยเป็นเด็ก ซึ่งนานมากๆมาแล้ว ตอนนั้นยังยุคแม่พลอย กุลสตรีควรสงบเสงี่ยม รอผู้ชายมาทอดสะพานให้ก่อน จึงจะค่อยเหยียบย้ำ ฮาๆ แต่ว่าคนไม่สวยอย่างเรา ไม่มีผู้ชายมาทอดสะพานให้ เลยต้องเหวี่ยงแห่ ทำเป็นเพื่อนเข้าหาเพื่อนผู้ชายที่แอบชอบ 
ทำก๋ากั๋น ห้าวๆ มึงมาพาโวย ให้มันตายใจ แล้วหลอกแต๊ะอั่ง ฮาๆ แต่ก็เศร้าตลอดและคิดตลอดว่า เราเป็นผู้หญิงบอกรักผู้ชายก่อนจะดีไหม แม้สมัยนี้เด็กๆจะโตไว มั่นใจในตัวเองสูง (เราก็จัดว่าเป็นเจ้าป้ายุคมั่นใจตัวเองสูงแรกๆเหมือนกันนะจะบอกให้) แต่เชื่อว่า ค่านิยมที่ว่า ผู้หญิงไม่ควรบอกรักผู้ชายก่อน ยังมีอยู่มากมาย
มันไม่ใช่แค่วัฒนธรรม ทำนบทำเนียบอะไรอย่างเดียว แต่มันคือความรู้สึกอ่อนไหว และกังวลใจมากมาย โดยเฉพาะกับคนที่หน้าตาธรรมดา ไม่สวยโดดเด่น ไม่เก๋ ไม่มั่น และที่สำคัญจักแร้ดำด้วยแล้ว มันช่างทรมานหัวใจเสียจริง ความกังวลใจขั้นพื้นฐานคือ ถ้าบอกรักเขาไปแล้ว ปรากฏว่าเขาไม่ชอบเรา มันจะช้ำใจแค่ไหน การโดนปฏิเสธนี่นะ น่ากลัวกว่าการเข้าป่าช้า ขูดเลขเด็ดใต้ต้นขนุนเสียอีก ฮาๆ
แต่ที่มันน่ากลัวกว่า คือถ้าเขาไม่ชอบเราแล้วเขาเกลียดเราไปเลย จะทำอย่างไร มันเป็นความรู้สึกที่สุดทีนกันจริงๆ เพราะเราเคยเจอมาแล้ว กล้าๆกลัวๆ ไม่รู้จะบอกเขาดีไหม ตั้งใจว่า จากท่าทางประมาณการแล้ว เขารู้สึกดีกับเราแน่ๆ แต่พอถึงวันที่ว่าจะบอกๆ ใจมันฝ่อๆแฟ็บๆ สุดท้ายก็พึ่งเพื่อนให้ช่วยกระจายข่าว
ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกที่ผิดมหันต์ เพราะมันเหมือนการเล่นพรายกระซิบ บอกว่าไปตกปลากับคนแรก คนสุดท้ายที่ได้ฟังคือ ไปขี่ควายขายเผือก คือคนละเรื่องไปเลย ไอ้ที่ว่าเหมือนจะดี กลายเป็นสุดท้ายมองหน้ากันไม่ติด ได้แต่ก้มหน้าน้ำตานอง ร้องไห้ จนคิดว่าถ้าเปิดบริษัทขายน้ำคงรวยเละ เพราะมันไหลออกมาเป็นโอ่งกันเลยทีเดียว
ดังนั้นใครที่คิดจะบอกรักผ่านเพื่อน ระวังให้ดี เอาให้แน่ๆว่าใช่ ชัวร์เขาชอบเรา เพราะบางทีมันมีอาการพลิกล็อกกันได้ ถ้าบอกผ่านเพื่อน ก็เตรียมเป็นข่าวให้เพื่อนเม้าท์กันได้ ว่าอกหัก น้ำเน่า เอาเข้าไป 
และถ้าแน่ใจ และแน่จริง บอกรักเองไปเลย คิดเสียว่า ซื้อล็อตเตอลี่ วันบอกรักคือวันหวยออก ลุ้นว่าจะถูกแ๘ก หรือว่าจะได้ตังค์ก็คราวนี้ และถ้ามันไม่ใช่ เขาไม่ชอบเรา ก็ให้คิดเสียว่า..โดนหวย..แ๘ก งวดหน้าเอาใหม่ค่อยซื้อใหม่ อย่าได้หมดกำลังใจ มันต้องมีสักวันที่เราจะถูกหวยบ้างแหละน๊า ฮาๆ
และการบอกรักเอง ด้วยตัวเอง นอกจากจะวัดใจตัวเองแล้ว ยังไม่ต้องทนเพื่อนเม้าท์ตอนที่โดนหักอก เพราะเราทำเงียบๆ เจ็บเงียบๆ อย่างหมาหงอยไปคนเดียว และถ้าคนที่เราบอกรักเอาไปเม้าท์ เราก็ยังยืนกระต่ายขาเดียวได้ว่า ข่าวลือ เชื่ออะไรมั๊นนนน ฮาๆๆ กลบเกลือนไปได้
ความจริงก็คิอ...การรักใครสักคน มันเป็นเรื่องที่ดีทีเดียว มันทำให้เราได้สุขและได้ทุกข์ไปเรื่อยๆ มันทำให้เรายิ่มทั้งน้ำตา หรือยิ่มแต่ใจเจ็บแปล็บปล๊าบก็ได้ และบางทีมันก็ทำให้หัวใจเราอบอุ่น ที่ได้จูงมือคนที่เรารัก
เขียนมาวันนี้ไม่ได้ยุให้ใครก๋ากั๋น เจิ๊นเจ๊ออะไรหรอกนะ แต่จะบอกว่า การที่เราแอบรักใครสักคนมันเป็นเรื่องธรรมดา ธรรมชาติมากๆ เขาทำกันมาตั้งเป็นร้อยเป็นพันปี และก็มีคนที่น้ำตาแตกกับการอกหัก เพราะรักข้างเดียว เป็นล้าน ฮาๆ เราไม่ใช่คนเดียวที่เศร้า แต่เราเป็นคนที่อินเทรนที่สุด เพราะอย่างน้อยๆ กูก็รักใครเป็น ฮาๆๆ
สำหรับตัวเอง..เคยแอบรักมามากมาย หลายคน หลายครั้ง และเมื่อถึงวัยมีลูกแบบนี้ บางครั้งนึกชื่อไอ้คนที่เราเคยแอบชอบสมัยก่อนยังไม่ออกเลย จำได้แต่หน้าก็มี แต่ที่โดดเด่นก็มีรักครั้งแรกนั้นแหละที่จำได้แม่น และเศร้าฝังหุ่น 
และถึงแม้ว่า เราจะจัดว่า เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกความมั่น รุ่นป้า แต่การบอกรักใครสักคนนั้น มันทำยากมากทีเดียว และครั้งแรกและครั้งเดียวที่ทำ ก็ได้ผู้ชายสุดหล่อมาเชยชมสมใจมาเกือบสิบเอ็ดปีแล้ว และตอนนี้ยังมีเจ้าตัวน้อยมาให้ได้รักเพิ่มอีกคนด้วย...
เพราะอย่างนี้ เอาให้มั่นใจว่าคนคนนั้น คือคนที่ใช่ ถ้าบอกไปแล้วมันไม่ใช่ ไม่เคกับเรา ก็ถือซะว่า..ซื้อหวยเลขเด็ด..แต่เสร็จรัฐบาลก็แล้วกัน ฮาๆๆ จะได้ไม่เครียด ขอให้มีความสุขกับการที่รักใครสักคน และอย่าลืมที่จะรักหัวใจน้อยๆของตัวเองด้วย เก็บเอาไว้ ให้เลขเด็ดงวดต่อไปของคุณนะคะ ฮาๆๆ
คู่ไหนที่แต่งงานปุ๊บฝ่ายชายพร้อมมีลูกปัํบ ถือว่ามีบุญจริงคะ เพราะสมัยนี้ สองคนสามีภรรยาทำงานกันขาขวิด บ้านก็ต้องผ่อน รถก็ต้องผ่อน ไหนจะอยากไปเที่ยว และอยากลองใช้ชีวิตคู่สักพักด้วย แต่สักพักเนี้ยมันนานกันขนาดไหน ผู้หญิงนะ พอวัยเข้าเลขสาม เราเริ่มกังวลแล้ว กลัวตัวเองท้องยาก ท้องลำบาก และที่สำคัญกลัวว่าท้องตอนแก่ จะสู้ไม่ไหว ลูกไม่แข็งแรง สารพัดหล่ะคะ 
เขาเรียกว่านาฬิกาเดินเร่งกันราวกับระเบิดเวลาเลยทีเดียว เรานะกังว๊ลกังวลสารพัด พอคุยกับสามี แกก็บอกรอก่อน ยังไม่พร้อมๆ เราจะรู้สึกหงุดหงิดทันที ยิ่งถ้าอยากมีลูกด้วย ยิ่งรู้สึกว่าไฟลนก้น อยากจะจัดการเสียเดี๋ยวนี้ บางทีก็แอบคิด เดี๋ยวแมร่ง แอบปล่อย ไม่คุม ให้แบบท้องแบบเซอร์ไพร์สสส ซะเลยนิ 
แต่ในใจก็กังวลกลัวเป็นปัญหาทะเลาะกันอีก เพราะอีกฝ่ายไม่พร้อม เดี๋ยวจะมาบอกว่า ก็เธออยากมีลูกเองนิ เวลาทะเลาะกัน หรือถ้ายังไม่แต่ง ก็กลัวโดนหาว่า ปล่อยท้องเพราะลองใจกันอีก ฮาๆๆ
โดยส่วนตัวแล้ว ตอนแต่งงานใหม่ๆ อายุยี่สิบปลายๆ ก็ไม่ค่อยคิดอะไร สามีบอกยังไม่พร้อมเราก็สบายๆ ไม่คิดไรมาก แต่พอมันเข้าเลขสามแล้ว เราเริ่มกระวนกระวายแหละ คิดในใจว่าเมิงพร้อมเสียทีเหอะ กูเมื่อยขี้เกียจรอแหละ ไม่พร้อมจะไปหาพ่อพันธุ์ใหม่แล้วหล่ะนะเว้ยเฮ้ย (ประหนึ่งราวกับว่าตัวเองสวยเลือกได้ มีผู้ชายมาให้แทะโลมตลอดเวลาประมาณนั้น ทั้งๆที่ความจริงคือ ไม่เคยมีแฟนเลย จนมันมาตกหลุมพลางนั้นแหละ ฮาๆๆ) 
สามีเอง พอเวลาผ่านไป ญาติผู้ใหญ่เริ่มจะชักรอไม่ไหวแล้วเหมือนกัน อารมณ์อยากมีหลานก่อนชราก็พลุงพล่านไม่แพ้ฝ่ายภรรยา ทางญาติผู้ใหญ่เลยบอกให้สามีคิดว่า การมีลูกไม่มีคำว่า พร้อมแล้ว จริงๆหรอก ถ้าเราไม่ใช่ โครตเศรษฐีที่มีเงิน มีบ้าน มีธุรกิจพร้อม คือพวกนั้นนะ ไม่ต้องคิดหนักเรื่องหาเลี้ยงคนอีกสองคนสามคนหรอก เขามีปัญญา มาเป็นสิบยังเลี้ยงไหว เขาก็พร้อมนะสิ
แต่พวกมนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ นี่สิ การรอให้พร้อมไม่มีวันเกิดขึ้นได้ ถ้าใจไม่พร้อมเอง เพราะไม่ว่าจะอย่างไรมันก็มีข้ออ้างมาเรื่อยๆแหละ ผ่อนบ้าน (รอให้ผ่อนบ้านหมด ก็อีกยี่สิบปี พอดีแก่เลย เลี้ยงอิหนูแทน) ผ่อนรถ แหม ผ่อนรถ เดี๋ยวรุ่นใหม่มา อีกสี่ห้าปี ก็ซื้อใหม่ ผ่อนใหม่อีก ชาตินี้ไม่ต้องมีพอดีกันลูกนะ 
เออ ท่านผู้ใหญ่แกก็พูดมีเหตุผลของแก แกบอกว่าถ้าใจมันพร้อม มันก็พร้อม คนจนมีลูกเป็นโหลเขายังเลี้ยงกันมาได้ เราทำไมจะเลี้ยงไม่ได้ อีกอย่าง ทุกชีวิตมีหนทาง เมื่อมีลูกเราก็จะรู้เองว่าเราจะจัดการกับสิ่งต่างๆอย่่างไรดี ไม่ว่าจะเป็นลูก งาน รถ เป็นบ้าน เป็นเงิน เดี๋ยวมันก็ลงตัวของมันไปเอง
แหม ถูกใจคนอยากมีลูกมากๆ สามีเองก็เริ่มคล้อยๆตาม ประกอบกับตัวเองใกล้เลขสี่เข้าไปทุกที เพื่อนๆก็มีลูกกันไปหมดแล้ว ไอ้คนที่ไม่ได้ความ งานการไม่ดีเท่าสามี เขาก็มีลูก และจัดการกับชีวิตตัวเองไปได้อย่างสบายๆ 
เราเองก็ประจวบเหมาะกับว่า ท้องยากลำบากยากเย็น สามีจึงมีเวลาลั่นล้าจนย่างเข้าเลขสี่ไปแล้วอย่างลอยตัว ดังนั้นพอถึงเวลามีจริงๆ ก็เลยรู้สึกว่า ตัวเองพร้อมแล้ว ยิ่งเจ้าตัวเล็ก ออกอาการรักคุณแด็ดมากๆ คุณแด็ดยิ่งปลื้ม หลงลูกสาว จนแม่งอนว่าไม่รักแม่เลยงะ รักแต่ลูก (ดราม่านิดๆ ฮ่าๆๆ) เรียกคะแนนสงสารกันสุดๆฮาๆๆ 
คือเอาเข้าจริงๆ บ้านเราก็ยังผ่อนอยู่ รถเราผ่อนสองคัน แต่ว่า ณ นาทีที่เราตัดสินใจมีลูก ไอ้ข้ออ้าง ความกลัวที่คิดว่า ลูกจะเป็นภาระหนัก ทำให้ต้องหาเลี้ยงมากกว่าเดิม ก็หายไป ความสุขจากการได้กอดเจ้าตัวเล็กๆแสนซุกซน และขี้อ้อนนั้น ทำให้ไม่ว่าภาระใหญ่แค่ไหน เราก็พร้อมจะลุยฝ่ามันไป
ถ้าอยากมีลูกกันจริงๆ ก็ต้องจับเข่าคุยกัน เอาเป็นเหตุเป็นผล พาคุณสามีไปที่ๆมีครอบครัวมาสังสรรค์เยอะๆ ให้เจอเพื่อนๆที่มีลูกเล็กๆบ่อยๆ เดี๋ยวใจก็อ่อนกันไปเองแหละคะ 
เคยได้ยินไหมว่า ทุกข้ออ้างมีค่าเท่ากัน...ไม่ว่าจะอ้างอะไรมาก็ตาม ความจริงก็คือ..เราไม่อยากทำ เพราะว่า หากเราอยากที่จะทำ อยากที่มี ไม่ว่ามันจะมีอะไรมาขวางเราจะฝ่ามันไป เราจะหาทางทำจนได้ เวลาที่เราอยากได้อะไรมากๆ ต่อให้ไม่มีเงิน ไม่มีทาง เราก็จะหาทางมาจนได้ 
และถ้าเราอยากมีแต่เขายังไม่พร้อม ลองคุยกันดูว่า ทำไม มีหนทางไหน ที่จะช่วยทำให้เขามั่นใจว่า มีลูกแล้ว ก็ยังลั่นล้าได้เหมือนเดิมดูคะ ละลายข้ออ้างนั้นเสีย แล้วทำให้มันเป็นหนทาง อย่าให้ข้ออ้างมาขวางทางเรา ฮาๆ

edit @ 5 May 2012 03:21:39 by JanEngland

ใครไม่เคยพาเด็กเล็กๆไปกินข้าวแล้วชีร้องจ๊ากๆ กรี๊ดๆ วีนๆ จะไม่รู้เลยว่าสายตาอำมหิตจากผู้คนรอบข้างมันช่างน่าสะพึงสยึมสยิวขนาดไหน ฮาๆๆ นาตาชาปกติเป็นเด็กอารมณ์ดีมากๆ ยิ้มทั้งวัน เล่นทั้งวัน ใครจะอุ้มชีก็ไม่ว่าอะไร เพราะชีนั้นถูกอุ้มและถูกด้อมๆมองๆจากทั้งเพื่อนร่วมงานของเรา และลูกค้าที่ร้านตลอด ตั้งแต่ยังไม่ถึงเดือน
แต่และแล้ว ช่วงเวลาอันสงบสุขก็เริ่มเปลี่ยนไป ทันทีที่เธอเริ่มรู้มากขึ้น ราวๆสี่เดือน นาตาชาเธอก็ติดแม่ และไม่ยอมให้ใครอุ้มเด็ดขาด แม้แต่แด็ดดี้ และคุณย่า ทำเอาทั้งสองคนถึงกับเสียเซล ไปตามๆกัน เพราะเป็นแฟนพันธุ๋แท้คุณเด็กเธอ คุณย่าน้ำตาจะเล็ดเมื่อคุณหลานร้องกรี๊ดๆ ต้องโทรเรียกคุณแม่มารับกลับ เพราะกลัวคุณหลานไม่รักตัวเอง ถ้าไปขัดใจเธอมาก ฮาๆๆ ส่วนคุณแด็ดนั้น ถึงกับหน้าเสีย ขอคุณแม่ป้อนข้าวลูกทุกวัน และเล่นกับลูกก่อนไปทำงานและหลังกลับจากทำงานทุกๆวัน เพราะเธอคือสุดยอดหัวใจของคุณแด็ด ทุกวันนี้แม่ไม่ได้คิส แต่ลูกได้คิสทุกเช้าไม่ต้องทวง ฮาๆๆ 
พอเริ่มเดือนที่ห้านาตาชา เธอเกิดอาการกรี๊ดๆ เสียงดังลั่น ตามหนังสือนั้นเขาให้รีบสนใจใส่ใจลูกทันทีที่เขากรี๊ด คืออย่าปล่อยให้เด็กกรี๊ด เพราะเด็กจะทำเป็นนิสัย แต่ทางคุณแด็ดนั้น ฟังมาจากคุณย่า ว่าอย่าตามใจลูกให้กรี๊ดอย่าไปสนใจ เอาหล่ะครับ สองหลักการ ปะทะกัน เรานั้นเคยลองวิธีสนใจทันทีมาแล้ว และหยุดเธอได้ชะงัดไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่ครั้งนี้ชักจะโลเล เพราะสามีแกว่าแม่แกประสบการณ์เลี้ยงลูกสามคนเชียวนะ
เอาก็เอาวะ ลองดู ทุกครั้งที่นาตาชากรี๊ด เราก็หันหน้าหนี ไม่สนใจ ทำหน้าเฉยๆ และบางทีก็จ้องตาดุ แต่ยิ่งทำลูกยิ่งกรี๊ดเรียกร้องความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ หนักเขาเธอกรี๊ดกับทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่อยู่เฉยๆก็กรี๊ด เปลี่ยนผ้าอ้อมปกติ เราจะเล่นกัน เธอก็ร้องกรี๊ดมากๆ หูจะระเบิดกันพอดี สามวันลูกกรี๊ดจนแม่จนปัญญา และที่ทำให้ตัดสินใจเลิกวิธีคุณย่า ก็ตอนที่เราไปร้านอาหารอิตาเลี่ยน เธอกรี๊ดสนั้นตลอดสามชั่วโมง ไม่ว่าใครจะทำอะไรอย่างไร เธอไม่สนใจ กรี๊ดๆ พาเดินก็กรี๊ด เอาของเล่นให้ แป๊บเดี๋ยวก็กรี๊ดอีก 
ใครไม่เคยจะไม่รู้เลยว่า มันช่างสุดยอดแค่ไหนที่ต้องไม่สบตาใคร เพราะมันมีสายตาเป็นสิบมองมา อย่างระอา คือปกตินาตาชาเนี้ยเธอไปเที่ยว ไปร้านกาแฟ กินข้าวกับแม่และเพื่อนแม่บ่อยมากๆ ทุกอาทิตย์ มีงอแงอย่างมากก็นิดหน่อย ไม่ถึงขนาดร้านแตกขนาดนี้ เราเลยได้ทีบอกกับสามีว่า วิธีนี้ไม่เวิร์ค เพราะลูกยังเล็กเกินไป
การจัดการกับเด็กที่กรี๊ด ถ้าเป็นทารกยังเดินไม่ได้ พูดไม่ได้ ถ้าเราไม่รับฟังเขา เขาก็จะโมโหที่เราไม่เข้าใจเขา ไม่ทำให้เขาตามที่เขาต้องการ เด็กเล็กๆขนาดนี้เขาไม่เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น เขาแค่รู้ว่าตัวเขาต้องการอะไรเท่านั้น ถ้าจะให้สอนกันจริงๆก็คงต้องให้เดินได้ พูดได้ก่อน ถึงจะสอนด้วยการวางเฉยได้
ถึงตอนนี้สามียอมแล้วหล่ะคะ เพราะเจ้าตัวต้องพาลูกเดินตอนแม่ทานข้าว เลยรู้สึกถึงความปวดกะบาลที่ไม่สามารถหยุดลูกได้ จริงๆวันนั้นนาตาชาเธอง่วงคะ และเธอก็คันเหงือกด้วยเพราะฟันจะขึ้น แต่เราดันเปลี่ยนเก้าอี้เด็กและลืมให้ทานยาแก้ปวดนะคะ พอเอาเก้าอี้เด็กอันเก่ามาให้เธอนั่ง เธอก็หลับทันที
ตอนนี้ก็เลยได้วิธีการปราบการกรี๊ดมาใช้คะ ซึ่งได้ผลน่าพอใจ คือตอนที่ลูกกรี๊ดนั้นเราต้องหันไปคุยไปสนใจเขา แต่ยังไม่อุ้มนะคะ ก็พยายามดึงความสนใจด้วยของเล่น พอเขาหยุดกรี๊ด อย่าพึ่งพูดอะไร ให้ยิ้ม แล้วอุ้ม และถ้าเขาร้องไห้ให้อุ้มทันที คือสำหรับตัวเอง ร้องไห้อ้อนกระซิกๆนั้นดีกว่าร้องกรี๊ดๆคะ ก็จะอุ้มเขาขึ้นมาปลอบ ว่าโอ๋ๆ น่าสงสารจังเลยลูก ไม่ร้องนะคะ 
แต่ถ้าร้องกรี๊ดติดกัน ให้อุ้มประมาณครั้งที่สาม ให้เขาหยุดคะ คืออย่าปล่อยให้กรี๊ดนานไม่ดี แต่ไม่อุ้มทันที ให้เขารอนิดหนึ่ง แต่ร้องไห้จะได้อุ้มได้ปลอบอย่างอ่อนโยนทันที คือให้เขาร้องไห้ เบาๆ อ้อนๆ แค่แอ๊ะๆออกมา แม่ก็อุ้มทันทีดีกว่า 
วันสองวันแรกนาตาชาก็กรี๊ดลองใจแม่ จากที่แม่หงุดหงิดก่อนหน้านี้ ถ้านาตาชากรี๊ดแม่จะทำหน้าดุ และหันหน้าหนี เราก็เปลี่ยนเป็นยิ้ม ทำหน้าตลก เล่นกับเขา แต่ยังไม่อุ้มคะ ให้หันเหความสนใจก่อน จะได้ไม่คิดว่า ทุกครั้งที่ฉันกรี๊ดแม่จะอุ้ม แต่แน่นอน ทุกครั้งที่ฉันกรี๊ดฉันจะได้รับความสนใจ 
แต่ว่าจากนั้นต้องพยายามฟังเสียงลูกว่าเขาต้องการอะไร เช่น เสียงแอะๆแบบนี้แสดงว่าเบื่อแหละ ไม่อยากนอนไม่อยากเล่นของเล่นคนเดียว หรืออยากนั่ง หรือหิว หรือผ้าอ้อมเต็ม
คือเขาจะมีเสียงบอกแหละคะ เพียงแต่บางทีเรายุ่งๆ ก็ไม่ทันใส่ใจ ก็ใส่ใจเขา ให้เขารู้ว่าเขามีตัวตน แม่ฟังเขาอยู่ แม่รักเขา คือถ้าเราไปปิดกั้นเขาไม่ให้แสดงออก แม้แต่ความโกรธ ไม่พอใจ ต่อไปเขาก็คงเก็บกดน่าดู และจะกลายเป็นเด็กขี้โมโหไปคะ 
ตอนนี้เราทำได้แค่หันเหความสนใจเขา เรายังสอนเขาเต็มร้อยไม่ได้ เพราะเขาไม่เข้าใจ และที่สำคัญเวลาเด็กกรี๊ดอย่าไปตวาด หรือทำเสียงดังใส่ เพราะเขาจะยิ่งทำเสียงดังกว่าเดิม ใจเย็นๆ ร่มๆคะ นะโมๆ ลูกเราๆ กว่าจะทำให้มันมาเกิดได้แทบแย่ อย่าไปอารมณ์เสียใส่ 
ผ่านมาสี่วันกับการทำวิธีคุณแม่ที่อ่านจากตำรานั้น นาตาชา อารมณ์ดีมากๆ มีกรี๊ดหนักๆก็วันสองวันแรกที่เราทำการรีเวิส หรือทำตามแผนเดิมคุณแม่คือให้ความสนใจเขา เล่นกับเขา แต่ไม่ตามใจมากไป
วันที่สี่นั้นนาตาชากรี๊ดแค่ครั้งเดียว เท่านั้น นอกนั้นเป็นเสียงร้องอ้อนออเซาะให้แม่อุ้มแทน ซึ่งแม่ก็รีบอุ้มเลย ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ก็ตาม จะกอดเขาและปลอบเบาๆว่า โอ๋ๆ คนดี ไม่ร้องนะคะ น่าสงสารจริงๆ แม้ในใจจะแอบขำ ที่ลูกฉันนั้น Drama มาก อารมณ์เจ้าน้ำตา ทำท่าน่าสงสาร แต่เรายอมคะ ดีกว่าทนฟังลูกกรี๊ดเสียงดังแปดหลอด
คราวหน้าจะมาต่อกันที่ตอนทำอย่างไรให้ลูกนอนหลับทั้งคืนคะ เป็นกำลังใจให้คุณแม่ที่กำลังพยายามเรียนรู้ที่จะรับมือกับคุณลูกนะคะ สู้ๆ

edit @ 3 May 2012 02:50:38 by JanEngland

อยากท้อง กินยาจีนดีไหมน๊า

posted on 01 May 2012 21:43 by mummyengland  in Pregnancy  directory Diary
คนอยากท้องเนี้ยนะ อะไรดีอะไรเกิด ก้ออยากลองหมด เหมือนตอนลดความอ้วน ขอแค่ไม่ใช่ยาที่ผลข้างเคียงเจ้ยอมสู้ตาย ตอนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาพยายามท้องนั้น ตัวเองลองหมด ยาฝรั่งเร่งไข่ตก สมุนไพรฝรั่งตัวไหนดีตัวไหนเจิด ลอง ยาจีนแบบต้มๆ ก้อไปลองมา กินไปน้ำตาไหลไป ขมจริงไรจริง...ฝังเข็มก้อไป  นวดแบบจีนแบบให้เลือดเดินดี ก้อไป แพงมหาศาล หมดเป็นหมื่น แต่ถ้ารวมๆ นู้นนี่นั้น ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาก็เรือนแสนแหละ 
แต่มันไม่ท้อง จนได้มาอ่านหนังสือที่เคยกล่าวไว้ในบทความแรกๆว่า ฝรั่งเขาชักชวนให้กินยาจีน รำไทชิ และฝังเข็ม ตอนแรกตัวเองก็นึกๆ เราก็กินยาจีนต้มเอง ไม่เป็นผล เอางัยดี ก้อลองค้นๆทางเน็ต เจออยู่เจ้าท่าทางดี ก็ศึกษาข้อมูลนานเหมือนกัน ว่ามันดีจริงรึเปล่า คนกินกันเยอะ เปิดมานาน ท่าทางดี ถามว่าปลอดภัยไหม
ก่อนกินก็ไม่รู้หรอกว่ามันปลอดภัยแค่ไหน แต่หมอแมะแกบอกว่าไม่มีสเตรอย คือเราก็คิดๆแล้วว่า ชีวิตเรานี้ กินผักมียาฆ่าแมลงมาก็มาก (ใครจะไปรู้ว่าล้างแล้วมันจะออกหมด และที่ร้านที่เราไปกินมันจะล้างสะอาด) แหนมสดๆไม่สุกก็กิน ปลาดิบก็กิน ลูกชิ้นใส่บอแร็กกูก้อกิน สารพิษในอาหารมีมากมาย กินมาหมดแล้วหล่ะ คิดว่านะ ก็เลยคิดว่า เอาวะลองดู คนอื่นเขากินแล้วเขาท้องเราก็น่าจะลองดู
อีกอย่างหมอแมะท่านนี้ก็เปิดมานาน ทำมานาน ถ้ามีคนกินแล้วแย่ ก็คงมีออกคงออกข่าวแล้ว แต่เท่าที่ตัวเองรู้คือชื่อแกนี้ติดหูมานานมากแล้ว วินาทีนั้น ประจำเดือนไม่มาหกเดือน สำหรับคนอยากมีลูก มันคือการทรมานขั้นสูงสุด เพราะมันไม่มั่นใจว่า ไข่เราตกไหม มดลูกเราดีไหม ไปอัตราซาวด์มา อีคนที่เขาซาวด์เขาบอกมดลูกโอเคนะ ดูชุ่มชื่น (คุณเมิงดูยังงัยอะ อิภาพขาวดำถึงได้รู้ขนาดนั้น) แต่รังไข่เล็กไปข้างหนึ่ง ไข่ก็โอเค อะเราสบายใจ
แต่ไปหาแพทย์เฉพาะทาง แกดูภาพและรายงาน แกบอกว่าเราเป็น PCOS คือรังไข่ทำงานผิดปกติ มีซีสเล็กๆแต่ไม่มากอยู่ ต้องลดความอ้วน สรุปว่า งง ว่าใครถูกใครผิด เลยยิ่งกังวลยิ่งเครียด วินาทีนั้นอยากให้ ประจำเดือนมา ก็พอใจแล้ว ก็ตัดสินใจสั่งยาจากไทยมาทานเลย 
ทานแล้วมือเท้าก็จะร้อนขึ้นเพราะเป็นคนมือเท้าเย็น หมอก็บอกวิธีกินว่าถ้าร้อนไปก็ลดปริมาณยาลงได้ ยาที่ทานเป็นยาแคปซูล เป็นยาจีนบดผง ไม่ต้องต้ม ส่วนคนที่ไทย หมอเขาต้มใส่ขวดพาสเจอร์ไรให้เลย ไม่ต้องต้มเอง สะดวกสบาย ทานง่าย 
ทานไปได้สักเดือนกว่าๆ ก็เริ่มมีอาการเหมือนปวดท้องประจำเดือน แต่ปวดมากๆ น้ำตาเล็ดเลย เมื่อยแข้งเมื่อยขา แต่พอทานยาให้เลือดมันเดินดีๆ มันก็ทุเลา ก็กัดฟัน สู้ไม่ถอย พอประจำเดือนมาเท่านั้นแหละ ถึงกับโล่งใจ เพราะมันออกมาเป็นลิ่ม เป็นก้อน ที่น่าตกใจคืออกมาเป็นก้อนขนาดเท่าหัวใจไก่ มีพังพืดด้วย ตกใจมาก แต่ตกใจแบบประทับใจ สะใจ ว่าเออ ต่อไปมันจะได้สะอาดๆ และที่ไม่ติดอาจเป็นเพราะมดลูกเราไม่สะอาดด้วยก็ได้
ก็ทานยาต่อมาอีกประมาณหกเดือน ประจำเดือนก็มาทุกเดือน และไม่ปวดท้องเลย ไม่มีออกมาเป็นก้อนเป็นลื่มให้น่าตกใจอีก แต่มันยังไม่ท้อง ก็ไปอ่านที่หมอเขาเขียนไว้ ว่ายาจีนเนี้ยมันช่วยเตรียมร่างกายให้แข็งแรง สมดุลย์ ขอให้คิดแบบนั้นอย่าคิดว่ามันจะทำให้ท้องอย่างเดียว
ตัวเองก็คิดว่าจริง ยาจีนไม่ใช่ยาวิเศษเสกเด็กเข้าท้องได้ มันมีองค์ประกอบและปัจจัยอื่นๆอีกด้วย นั้นคือถ้าร่างกายแข็งแรงแล้ว ไข่ตกแน่แล้ว ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ เราก็พอจะเช็คได้ว่าไข่ตกเมื่อไรอย่างไร อีกปัจจัยหนึ่งก็คือ เวลาที่เหมาะเหม็ง ยิงไม่โดนเป้า ก็ไม่ท้องอะคะ ต่อให้สามีฟิตปั๋งแค่ไหน ถ้าพลาดไม่โดนช่วงไข่ตก ยาจีนก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้ ฮาๆๆ ก็ต้องพึ่งที่ตรวจไข่ตกด้วย เอาให้แน่ๆว่าไข่จะตกแล้ว ค่อยยิง จะได้ติด
เรื่องที่ตรวจไข่ตกอะไรอย่างไร แนะให้ไปอ่านบทความก่อนหน้านะคะ เขียนไว้ละเอียดพอควรทีเดียว 
เอาหล่ะทีนี้ นอกจากไข่จะตก ยิงโดนเป้า แล้วยังต้องมั่นใจว่าน้องจิ แข็งแรงดีด้วยนะคะ ให้คุณผู้ชายทานยาจีนด้วยก็ดี และบำรุงๆกันบ้าง รับรองว่า ได้ตัวน้อยๆสมใจ 
แต่ไม่ว่าอย่างไรไปตรวจให้แน่ใจว่า ท่อนำไข่เรามันโป่งโล่งสบายพอให้ไข่เดินทางได้ไหม เพราะถ้าไข่เดินทางมาไม่ได้ ก็จบเห่อะคะ แต่ถ้ามั่นใจว่า เราแข็งแรงดี ทุกอย่างปกติดี แต่ยังไม่ท้อง ลองยาจีนก็ไม่เสียหาย เลือกเจ้าที่มีใบรับรอง ทำมานานๆ มีชื่อเสียง ก็ยิ่งดีนะคะ แต่จะบอกว่าของใครดีกว่าของใครอันนี้คงจนปัญญาคะ เพราะตัวเองทานเจ้าเดียว แปดเดือนก็ติดเลย 
ดังนั้นถ้าจะให้พูดจริงๆ ยาจีนก็คือยาบำรุงร่างกายธรรมดาๆนี่แหละคะ ร่างกายแข็งแรงดีแล้ว เขาก็ทำงานของเขาต่อไปได้เองอย่างที่ควรจะเป็น ร่างกายคือสิ่งมหัศจรรย์คะ มันรู้น่าที่ดี ดังนั้นขอให้แข็งแรงเป็นพอคะ สู้ๆคะ

edit @ 2 May 2012 02:59:36 by JanEngland

edit @ 2 May 2012 03:07:55 by JanEngland

edit @ 2 May 2012 20:28:29 by JanEngland

ช่วงท้องแก่ใกล้คลอดนั้นมีเรื่องสะเทือนใจ คือแม่สามีชอบมาพูดจาหัวเราะเยาะที่เราอ้วนกว่าแก แกชอบมาพูดว่าเราอ้วนเหมือนปลาวาฬเกยตื้น อ้วนไปทั้งตัว แล้วก้อหัวเราะชอบใจ เราก็ยิ้มๆแต่ในใจนี่แบบแค้นมาก คิดว่า ขอให้ความอ้วนของกูทุกกี่โลจงคืนไปที่เจ้ แหม เจ้ก็อิฉันนั้นอ้วนเพราะแบกหลานเจ้ไว้ แถมตาพ่อมันก็ตัวสูงใหญ่ แม่มันอ้วนเตี้ย มันจะไปขยายตรงไหนได้ นอกจากตรงท้อง เป็นแตงโมต่อขาหน้าจีนๆเดินหลอนผู้คนในหมู่บ้านอยู่ทุกวัน ฮาๆๆ
และอาจจะเป็นเพราะเรามีลูกสาวมันเลยกลมไปทั้งตัว แต่น้องสะใภ้ที่ท้องพร้อมๆกันเธอมีลูกชาย พุงเธอใหญ่กว่าเดิมนิดเดียวเอง หุ่นเป๊ะมาก ตอนนั้นคิดอย่างเดียวเลยว่าต้องผอมให้ได้เพราะไม่ไหว แม่ผัวชอบพูดจาให้สะเทือนใจ (แม้แต่ตอนนี้เราจะผอมกว่าเขา แกก็ยังมาพูดว่่า ตอนท้องเธอตัวอย่างกะช้างน้ำ หัวเราะขำ หืมมม สาธุ ขอให้อ้วนเท่ากูตอนท้องทีเถอะ กูจะขำให้)
แต่ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือเปล่าที่ตอนท้องแก่นั้นมีอาการเบาหวานเทียม น้ำตาลขึ้น เลยต้องเข้าโปรแกรมดูแลอาหารการกินอย่างเคร่งครัด เลยทำให้พอหลังคลอด น้ำหนักตัวเลยลงเร็ว แต่ที่สำคัญเลยจริงๆคือการให้นมลูกเอง
เพราะเขาบอกว่าการให้นมลูกเท่ากับการออกกำลังกายแอโรบิคหนึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว
ตัวเองตอนแรกที่ให้นมลูกนั้นขอบอกว่าน้ำตาเล็ดครับ เจ็บมาก คือลูกยังมองไม่เห็นด้วย เราก็ต้องฝึกท่าสำหรับให้นมเขา และต้องให้เขาอ้าปากกว้างๆ งับนมเรา ท่าก็มีสองสามท่า คือท่านั่ง ท่านอนตะแคง ท่ารักบี้หนีบลูกใต้รักแร้ ใช้หมอนหนุน แต่ว่ามันไม่เวิร์คสำหรับเรา เพราะลักษณะของเต้าเราแต่ละคนก็แตกต่างกัน ก็ปรับๆไป ปรับๆมา ได้ท่าที่แม่สบาย ลูกสบาย คือเจ้าหมูนอนพาดบนพุงแม่ กินนมนอน เราก็แอบงีบด้วย แต่ว่าอันนี้ต้องแนะว่าต้องเป็นคนนอนไม่ดิ้น และนอนหงายจนเป็นนิสัย 
เพราะเราไม่ได้นอนตะแคงให้นมลูก กลัวทับลูกเพราะว่าเราไม่รู้ว่าเราอาจจะหลับลึกได้ เลยไม่เสี่ยง นอนหงาย เราไม่ดิ้น และสัญชาตญาณแม่นี่ดี ลูกแอะนิดหนึ่งก็รู้สึกตัวแหละ และคุณลูกนั้นชอบนอนหลับบนอกแม่ เพราะได้ยินเสียงหัวใจแม่เต้น เหมือนตอนที่เขาอยู่ในท้อง 
ก็ให้นมเขาแบบนี้ไปจนสองอาทิตย์กว่า ก็เริ่มให้เขานอนเปล่เอง คือไม่ให้นอนคาอกแม่แล้ว หลับก็เอาลงเตียง เขาจะได้ชินกับการนอนที่นอนของตัวเอง แต่ตื่นก็ให้กินนมขวด และตบท้ายด้วยนมแม่จนหลับ ลูกเป็นเด็กเลี้ยงง่าย กินอิ่มนอนหลับ เล่น กอด พาเดินรอบบ้าน ไปไหนก็ไปด้วยกัน แต่ก็ให้เขารอเราในเปล เวลาเราอาบน้ำ หรือทำกับข้าว 
ตั้งแต่ให้นมแม่มาห้าเดือนไม่เคยออกกำลังกายอย่างอื่นเป็นพิเศษนอกจากพาลูกเดินเล่น อุ้มไปซื้อขนมร้านชำ เล่นกับลูก แต่ว่าน้ำหนักลดไปสิบหกกิโลตั้งแต่เดือนที่สี่ และขนาดที่ว่ากินไอติมทุกวันช่วงก่อนหน้านี้ ก็น้ำหนักไม่ขึ้น แต่เพราะว่าอยากจะเอาให้ผอมกว่านี้อีกสักหน่อย ตอนนี้เลยงดของหวานและไม่อยากให้น้ำตาลขึ้นด้วย เลยไม่กินแล้วไอติม กินเค้กแทน ฮาๆๆ ล้อเล่น 
เมื่อวันก่อนไปทานข้าวกับครอบครัวสามีมา สามีบอกแม่สามีให้นั่งข้างหน้าเพราะเบียดข้างหลังไม่ได้หรอก ให้เราไปนั่งแทน เพราะเราผอมกว่าเธอ...ฮาๆๆ สะใจๆ ในที่สุดฉันก็ผอมกว่าเธอแล้ว ฮาๆๆ แต่แกก็ยังไม่วายจะเหน็บว่านี่ถ้าเป็นตอนเธอท้องเธอนั่งเบียดข้างหลังไม่ได้หรอกนะ เพราะพุงเธอมันใหญ่มาก ฮึๆ นั้นมันอดีตเว้ยเฮ้ย ปัจจุบันฉันผอมกว่า ฮาๆๆๆ 
ใครอยากผอม ขอให้อดทนในช่วงตอนให้นมลูกแรกๆที่เจ็บจนอยากจะเลิก เราถึงกับบอกสามีว่าเลิกได้ไหม ไม่ไหวแล้ว นมมันคัด เจ็บจนนอนไม่ได้เลย ต้องซื้อเครื่องปั๊มมาเอาออก แถมมันแตก เพราะให้ลูกกินผิดท่า ต้องทาครีม Lansinoh( Lanolin) ยี่ห้อนี่ดีมาก ทาแล้วไม่ต้องเช็ดออกก็ให้ลูกกินนมต่อได้เลย และที่สำคัญมันช่วยทำให้ไม่เจ็บ ผิวไม่แห้ง และมีความสุขกับการให้นมลูกมากขึ้น
เคยถามคุณหมอเขาบอกว่า ถ้าจะให้ผอมหลังคลอด ต้องเอาลงให้ได้ภายในห้าหกเดือนไม่อย่างนั้นจะค้างเติงเอาลงยากลำบากยิ่ง ตัวเราเองคิดในใจว่า นี่ขนาดนาตาชาทานนมแบบคอมบายหรือทานทั้งนมขวดและนมแม่ คือให้กินนมขวดก่อน แล้วตบท้ายด้วยนมแม่นะ เรายังผอมลงเร็วขนาดนี้ นี่ถ้าคุณลูกทานแต่นมเรา ปานี้เราคงเป็นนางแบบไปแล้วแน่ๆ ถึงตอนนี้จะไม่ผอมมาก แต่ก็อย่างน้อยๆ ก็ผอมกว่าแม่สามีหล่ะวะ แค่นี้ก็สุขใจยิ่งนักแล้ว ฮาๆๆๆ 
คุณแม่มือใหม่คนไหนยังไม่ผอม อย่าลืมลองให้นมลูกด้วยตัวเองนะคะ สองอาทิตย์แรกๆอาจจะทุลักทุเลสักหน่อย น้ำตาเล็ดเล็กน้อย แต่รับรองว่า นอกจากความผอมที่ได้มา คุณลูกก็จะเป็นเด็กที่ร่าเริ่งแจ่มใส และเฉลียวฉลาดมาก พัฒนาการดี ที่สำคัญท้องไม่ผูกด้วยคะ

edit @ 1 May 2012 03:44:07 by JanEngland

edit @ 2 May 2012 20:29:01 by JanEngland

มามี้กะนาตาชา ตอนชีออกมาแล้ววว

posted on 27 Apr 2012 16:31 by mummyengland  in Life  directory Diary
กว่าจะท้องก็แสนลำบากยากเย็น ท้องก้อเหน็ดเหนื่อยเมื่อยก้น เดินหลังอาน พุงปลิ้นเด้งหน้าเด้งหลังเป็นแตงโมต่อขาอยู่นานทีเดียว กว่าเจ้าเด็กตัวน้อยๆจะโผล่ออกมาได้ เหมือนกับบทความที่เขียนไปก่อนหน้า ไม่อยากเม้าท์ซ้ำ เดี๋ยวไม่สนุก....
ไอ้ตอนอยู่ในท้องเนี้ยเรากังวลมากมายว่า ชีจะเป็นอย่างไร กินดีอยู่ดี นอนดี รกทำงานดีไหม สายสะดือจะพันคอหรือเปล่า เฮ้ยอิหนู ดิ้นให้หลุดนะ แม่เป็นห่วง กินเผ็ดก็ไม่ได้ กินหน่อไม้ก็ไม่ดี สาระพัดจะกังวล...
แต่ พอลูกออกมาแล้ว ก้อมีแต่เรื่องสนุก ขำๆ ปนน้ำตา (น้ำตาลูกนะ ฮาๆๆ) น่าสงสารจริงๆ 
ตอนที่นาตาชาคลอดออกมาได้วันแรก พยาบาลก็แวะเวียนมาดูกันอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากแม่เธอดัง เพราะแหกปากร้องเสียลั่นตึก แถมด้วยเข้าๆออก แผนกสูติ จนใครๆจำหน้าได้ ว่าอินี่มาอีกแหละ ยืนเต้นๆ กะเด้งหน้ากระเด้งหลังอยู่หน้าห้องอัลตร้าซาว เพราะคุณเธอหนีบ ไม่ยอมให้วัดตัวกันง่ายๆ กว่าจะคอนเฟิร์มเพศได้ ก็จวนจะคลอดแล้วนั้นแหละ ทำเอาใครต่อใครหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นเราถือขวดน้ำอัดน้ำให้กระเพราะเต็ม ลูกจะได้ขยับ ยืนส่ายสะโพกอยู่ เป็นที่หลอนตาของผู้คนที่ผ่านไปมา
วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาลนั้น คุณปู่และย่าน้อย ก็แวะมาเยี่ยม แม่ยังใส่ชุดนอน และเดินขาถ่าง ออกจากรถ ไม่ต้องเปลี่ยนชุดเลย เดินจากมาโดยไม่สนสายตาผู้คนที่เห็นเราใส่ชุดนอน เดินลากๆ ขึ้นรถกลับบ้าน ...นอกจากความมั่นแล้ว ความเจ็บทำให้ไม่สามารถซ่าส์มากได้เลย 
ก็คิดดูว่าคลอดตอนเช้า พักหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นก็ออกจากโรงพยาบาลกันเลย เจ็บน้ำตาเล็ด นั่งรถกลับบ้าน ทางก็ดันเป็นทางลูกรัง ฮืม...มันคือกรรมใช่ไหม ฮาๆๆ
วันแรกที่อุ้มนาตาชานั้นก็ได้เรื่องเลยทีเดียว คอเธอยังไม่แข็ง กระปลกกระเปลี้ยไปกระเปลี้ยมา เราก็มือใหม่มากๆ สามีไปส่งพ่อกะแม่เลี้ยง เราก็อุ้มลูก ดันทำคอพับ กึ๊ก...เฮ้ยยยย ทำงัยอะ ลูกจะเป็นไรรึเปล่า ชีร้องจ๊า...แม่เลยร้องตาม โทรหาสามีบอกว่าไม่รู้ทำลูกเจ็บรึเปล่า น้ำตาแตกอย่างแรงและตกใจ ฮาๆๆๆ วินาทีนั้นคิดว่า กูจะกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งไหมเนี้ย แม่มือใหม่ ทำลูกคอพับ ดับอนาถ ฮาๆๆ ว่าไปนั้น แต่กลัวจริงๆ เพราะว่า ไม่มีใครคอยดูแลเราเหมือนบ้านเรา ญาติๆเพี๊ยบ
กลับมาคราวนี้คุณพ่อจริงจัดการสอนคุณแม่ เปลี่ยนผ้าอ้อม..ชงนม อาบน้ำลูก...อุ้มลูก กล่อมลูก...สุดยอดจริงๆสามีฉัน มันก็พึ่งมีลูกครั้งแรก แต่มันมั่นกว่าแม่ เพราะเราดันเป็นเบบี้บลูด้วย ฮอร์โมนเปลี่ยนด้วย น้ำตาเล็ดน้ำตาร่วง ไม่มั่นใจในตัวเอง ทั้งๆที่เป็นคนโครตมั่นใจในตัวเองมาตลอดชีพ 
วันแรกๆที่เลี้ยงลูกนี่เหนื่อยมากๆ เพราะลูกร้องทุกสองสามชั่วโมง ไม่รู้ว่าหิว ปวดท้อง ผ้าอ้อมเต็มหรืออะไร ก็ต้องค่อยตื่นมาเดากัน คุณแด็ดดี้ลางานมาหนึ่งอาทิตย์ ก็ช่วยกันเลี้ยง สลับกัน เรานี่เหนื่อยตกค้างมาจากตอนท้อง ตอนคลอด เจ็บตัว และยังมีฮอร์โมนที่ลดลงอีก...โหย เป็นช่วงที่เรียกว่า เข้าสู่วัยรุ่นกันเลยทีเดียว เดี๋ยวหงุดหงิด เดี๋ยวร่าเริง เดี๋ยววีนแตก เดี๋ยวนู้นนี่นั้น แต่โชคดีที่มีเพื่อนมาช่วยเลี้ยง แม่สามีมาช่วยด้วย วันละชั่วโมง สองชั่วโมงก็ยังดี ให้เราได้งีบบ้าง
เดือนแรกผ่านไป เริ่มพอรู้ทาง ลูกไม่เป็นโคลิก ถือเป็นลาภอันประเสริฐ ฮาๆ เพราะน้องชายสามีมีลูกชายอายุห่างจากเจ้าหมูน้อยแค่สองอาทิตย์ ขานั้นนอนแค่ครึ่งชั่วโมงก็ตื่นมากรี๊ดๆ ของเรายังนอนได้สองสามชั่วโมง
ช่วงเดือนสองเดือนแรก เป็นช่วงที่ต้องนอนตามลูก ลูกหลับแม่หลับ ไม่อย่างนั้นจะเหนื่อยหนักมาก 
ตัวเองเลี้ยงลูกเอง สองเดือนน้ำหนักสิบสี่กิโลที่ขึ้นลงหมดไม่เหลือ เกลี้ยงเลย 
แต่เท่าที่สังเกตุเพราะตอนเลี้ยงลูกบางทีมันวุ่นมาก เดี๋ยวแขกมา เดี๋ยวลูกจะกินนม เดี๋ยวจะงานบ้าน ไม่มีเวลากิน พอไม่กิน ก็จะเหนื่อย จะเพลีย และที่สำคัญจะหงุดหงิดวีนแตกง่ายมาก ทางที่ดีให้กินให้พอนะคะ 
ใครให้นมลูกเองไม่ต้องกลัวเลย เดี๋ยวก็ผอม เพราะคุณลูกจะดูดไปเรียบ ฮาๆๆ สบายใจได้
ยิ่งให้นมก็ต้องยิ่งกินของดีมีประโยชน์ เดี๋ยวจะมาเม้าท์เรื่องให้นมกันไปเลยคะ จะได้เจาะลึกให้ไปเลย
เวลาผ่านมาห้าเดือนกว่าแล้ว ตอนนี้ลูกโต น่ารัก กำลังขี้อ้อน ช่วงเวลาสองสามเดือนแรกที่ตัวเล็กๆกระจิดริด นั้นได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ช่วงเวลาอันแสนเหนื่อยกับการอดหลับอดนอน หรือนอนไม่เป็นเวล่ำเวลากับเขานั้นก็จบสิ้นลงไปแล้ว 
ความอ้วนที่ติดมาก็หายไปด้วย ตอนนี้ผอมกว่าก่อนท้องเสียอีก ฮาๆๆ ดังนั้นใครที่วางแผนจะให้นมลูก ไม่ต้องกลัวอ้วนเลยคะ เดี๋ยวก็ผอมเกลี้ยง ขอให้สนุกกับช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วอย่างมีความสุข ในไม่ช้าเจ้าตัวน้อยก็จะเริ่มยิ้ม เริ่มเล่น และเริ่มหัวเราะกับเราแล้ว...ช่วงนี้แหละคะที่เราจะรู้สึกว่าไม่อยากให้มันผ่านไปเลย 
ตัวกลมๆ หอมๆ ของแม่ กำลังเติบโตอย่างมีความสุข และที่สำคัญเรากำลังทำความรู้จักกันไปเรื่อยๆ และเราก็ต้องเรียนรู้วิธีการรับมือกับคุณลูกไปเรื่อยๆ เช่นกัน งานของคนเป็นแม่ คือแค่เข้าใจลูกและทำให้เขาเติบโตขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม ...วันนี้แหม จบเท่ห์อะ ฮาๆๆ 

edit @ 1 May 2012 03:04:45 by JanEngland

edit @ 2 May 2012 20:29:25 by JanEngland

แฟนฝรั่ง เจ๋งจริงอะ

posted on 11 Apr 2012 04:13 by mummyengland  directory Diary
วันนี้เขียนสั้นๆก่อนไปนอน เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องมาต่อตอนให้นมลูกเอาใจเพื่อนซะหน่อย วันนี้มาเม้าท์ผู้ชายฝรั่งดีกว่า ฮาๆๆ จริงๆ มีคนถามเยอะว่า ผู้ชายฝรั่งดีกว่าผู้ชายไทยหรือเปล่า...เราตอบมันไปว่าเกิดมาเคยมีแฟนคนเดียว และไอ้คนนั้นก็ไอ้ฝรั่งหัวทองคนที่เป็นพ่อของลูกสาวเนี้ยแหละ อารมณ์ฉันสวยเลือกไม่ได้นิหว่า มีมาก็เอาแล้ว ผู้ชายขาดตลาดด้วยช่วงนี้ On sale ปั๊บ เจ้ก็จองปุ๊บเลย ปล่อยนานๆ อารมณ์กูสวย กูรอ ค่อยเลือก ไม่ได้ เพราะอัตราการแข่งขันสูง ฮาๆๆ
แต่ก็เคยแบบออกเดตบ้าง กับทั้งผู้ชายไทย และผู้ชายฝรั่ง แต่ไม่ได้เป็นแฟนนะ เพราะสรุปกลายเป็นเพื่อนกันไปมากกว่า คือจริงๆแล้ว คนที่จะมาเข้ากับเราได้ จะไทยจะฝรั่ง มันไม่ใช่ประเด็นนะ อย่างพวกฝรั่งที่เคยออกเดทไปกินข้าว ดูหนัง ถ่ายสติ๊กเกอร์ (โบมากๆเลยเนอะ สมัยนั้น ต้องถ่ายติ๊กเกอร์อะ) ฮาๆ บางคนนี่ไปกันไม่ได้เลย ถ้าเป็นแฟนคงไม่ใครก็ใคร โดนถีบติดฝา แบบแปะติดแป็กเลยอะ เพราะกวนทีนกันเหลือเกิน บางคนก็หล่อจัด เดินไปสาวๆมองเหลียวหลัง..และทำให้เรารู้สึกว่าเป็นสิวฝ้าที่ติดบนหน้าเขา เพราะไม่มีใครเชื่อว่าเราจะเป็นแฟนมันได้..
หน้าไม่สวยได้แฟนหล่อผิดตรงไหนวะ...ฮาๆๆ แต่ว่าอย่างว่าแหละ หล่อไม่หล่อไม่ใช่ประเด็น พอโตแล้ว มันไปกันได้ ก็โอเคแล้ว ไม่ใช่พูดไปคำ เถียงกันไปล้านคำ แบบนั้นก็ไม่ไหว ก็เลยสรุปว่าไม่มีแฟน เป็นเพื่อนกันไปหมด
ส่วนผู้ชายไทย มีมาอ่อยเราเหมือนกัน แต่เป็นแบบหมาหยอกดอกฟ้ามากกว่า (มันเป็นหมานะ ฮาๆๆ) คือมาหยอด มาประมาณหวานใส่ ขับรถให้ ไปกินข้าว ดูหนัง มานั่งมองตา ทำหวาน พูดจาสองแง่สองง่าม ทำให้คิดติดตามและคาดหวังว่าจะได้เป็นแฟนกะมัน แต่พอมันเห็นสวยๆ นมโตๆ ขาวๆ หุ่นเอ็กซ์ๆ ผ่านมาหน่อย มันก็ทำท่าเขี่ยๆเราเข้าข้างทาง ประมาณว่า เปล่าครับ ผมไม่ใช่แฟนมัน อารมณ์นั้นเลย ก็เซ็งไป (รู้งี่ ตอนนั้นไปเกาหลี เฉาะมันตั้งแต่หัวจรดตูดเลยก็น่าจะดี ฮาๆๆ) 
แต่ตั้งแต่แต่งงานมา ใช้ชีวิตและรักกันมาสิบกว่าปี เรียนรู้นิสัยของสามี แล้วได้ฟังเพื่อนคนไทย มีแฟนคนไทย เม้าท์มอยสามีให้ฟัง มันก็คล้ายๆกันนะ ปัญหาก็คล้ายๆกัน เช่นไม่ค่อยแสดงออกว่ารัก (โอเค อิฝรั่งนียังมีจูบทุกวัน และบอกรักเวลามันกรึมๆบ้าง ดีกว่าหน่อยหนึ่งประมาณศูนย์จุดศูนย์หนึ่งเปอร์เซ็นต์) ติดเพื่อน มีโลกส่วนตัว และบางทีก็เดาไม่ออกว่ามันคิดอะไร มีหญิงมาติด คุยกะแฟนเก่า...ฝรั่งหรือไทย แมร่ง เหมือนกันเด๊ะๆ ไม่มีตรงไหนต่างกันเลย
จะต่างก็ตรงที่เราใช้ธรรมะเข้าข่ม ปล่อยวางบ้าง ไม่วางบ้าง เขวี่ยงบ้างไรบ้าง (เขวี่ยงนะไม่ใช่เหวี่ยง ฮาๆๆ) คืออะไรที่ไม่มากไปเราก็ไม่คิดมาก แต่ไรที่ชักจะมากไป เจ้ก็จัดเต็มเหมือนกัน ฮาๆๆ
ที่แตกต่างเลยคือผู้ชายฝรั่ง โดยเฉพาะอังกฤษเนี้ย เป็นแฟมมิลี่แมนมาก ให้ความสำคัญกับครอบครัวมาก จะเห็นได้โดยทั่วไปที่ พ่อแม่ลูก จูงมือกันไปเที่ยว เดินป่า ปิกนิค ช็อปปิ้ง จะเห็นผู้ชายฝรั่งเข็นรถเข็น กระเต็งตัวน้อยใส่เป้เด็ก แบกกระเป๋าให้นมลูก คือมันเป็นวัฒนธรรมเขา ที่ครอบครัวสำคัญ 
สามีเองก็เป็น เข็นรถให้ลูก เปลี่ยนผ้าอ้อม ให้นม กล่อมลูก เล่นกับลูก และจะมีวันครอบครัวที่ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอๆ แม้ว่าจะมีวันของแก วันของฉัน แต่ก็มีวันของเราด้วย นี่คือข้อดีของสามีฝรั่ง 
อีกอย่างที่ดี คือมีอะไร ก็พูดกันตรงๆ ไม่เก็บ ไม่ต้องเดา ถ้าเราเงียบมันจะพยายามให้เราพูด ให้เราโมโหออกมา พูดออกมา ดีกว่าเก็บไว้ เพราะมันบอกว่า ถ้าไม่พูดก็ไม่รู้ และนี่คือความแตกต่าง เป็นคนไทย ต่างคนต่างเก็บอารมณ์ ไม่มีไร ช่างมันเหอะ...ครับ เวลาตบะแตกที บ้านระเบิด ใส่ตีนหมาเผ่นกันแทบไม่ทัน
เรื่องวอกแวก มีบ้างเป็นธรรมดา ของมนุษย์ เราก็ต้องนิ่งๆ หาทางกำจัดพวกเห็บเหาเม้าท์มอดให้ได้ ไว้วันหลังค่อยมาเม้าท์ ไม่รู้จะมีใครอยากอ่านเปล่าอะสิ ฮาๆๆ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ ไม่ต่างกันเท่าไร อยู่ที่กระบวนยุทธใครจะเหนือกว่าใคร เท่านั้นเอง ฮาๆๆ 
สำหรับสิ่งที่ชอบที่สุดของสามีนั้น ก็คงเป็นความเกรงใจที่มีต่อภรรยา เพราะประกาศิตไว้ว่า ห้ามกลับบ้านเกินหนึ่งทุ่ม...เป๊ะ ทุกวัน ไม่ขาดไม่เกิน เพราะถ้าเกินจะอดกินข้าวเย็น เจ้จะหน้าเป็นตูดและจะจัดหนักทันที ฮาๆ แต่ตั้งแต่มีคุณเด็ก สามีกลับบ้านเร็วเกิ๊นนน ฮาๆๆ ไม่แวะดื่มเบียร์กับเพื่อนหลังเลิกงาน กลับมาเล่นกับลูกสาว ส่วนอิแม่นั้น ต้องกุลีกุจรทำกับข้าว เพราะท่านกลับไวกว่าเดิม...(ข้อดีไหมเนี้ย ไม่แน่ใจ ฮาๆ)
จริงๆ ไม่ว่าจะไทย จะเทศ มันก็อยู่ที่การวางตัวของเรามากกว่า ถ้าเราวางตัวดีๆ ไม่วีนถ้าไม่จำเป็น ชีวิตก็เป็นสุขดี และสามีก็เกรงใจดี เช่นกัน ดังนั้นไทยหรือเทศวินาทีนี้มีมาก็คว้าไว้คะคุณ ผู้ชายแท้ๆ ใกล้สูญพันธุ์แล้ว ใช้อย่างประหยัด และถนอมด้วยนะคะ ฮาๆ เพราะถ้าปล่อยไป รับรองมีสาวๆหลายคนจะดี๋ด๊า..ก็บอกแล้วว่าช่วงนี้ เขาขาดตลาดกันจริงๆ ฮาๆๆ ใครอยากให้เขียนเรื่องไร บอกอะคะ หมดมุก เขียนให้ตามคำขอ ฮาๆๆ

edit @ 11 Apr 2012 04:57:33 by JanEngland

edit @ 2 May 2012 20:29:43 by JanEngland

edit @ 2 May 2012 20:29:57 by JanEngland

ตอนที่ท้อง มีอะไรให้คิดให้กังวลเยอะแยะมากมาย แต่ยิ่งท้องแก่ด้วยแล้ว ยิ่งกังวลเรื่องคลอดลูกมากที่สุด แม้ตัวเองจะทำชิลๆ เพราะอยากคลอดไวๆ ปวดหลัง ปวดก้นกบ นอนไม่ได้ นอนไม่พอ แน่นหน้าอก และโดนเจ้าเด็กฝรั่งถีบๆจนบางทีจุกหายใจไม่ออก ก็ยิ่งอยากคลอด แต่ว่า..เจ็บหลอก กับเจ็บท้องจริงมันเป็นยังงัย 
เขาบอกว่าเจ็บหลอก มันจะเจ็บๆ หายๆ เป็นประเดี๋ยวประด๋าว เราก็เจ็บหน่อย ก็นั่งนับแหละมันห่างกันแต่ละครั้งกี่นาที จนสามีปวดกะบาล และต้องฟังเสียงโอ๊ดครวญปวดหลังปวดท้องของเราอยู่เป็นประจำ มันปวดจนน้ำตาเล็ดเลยนะ ปวดหลังแถวๆก้นกบเนี้ย นอนแช่น้ำอุ่น ใส่เข็มขัดรัดสำหรับคนท้อง กินยาพารา ประคบน้ำอุ่น เอาหมด..แต่มันยังปวดอยู่ เอ๊ะ ชักจะบ่นนอกเรื่อง มาเรื่องคลอดลูกดีกว่า ฮาๆๆ เราจะมาแกล้งคนใกล้คลอดกัน ฮาๆๆๆ
ถามว่า..เมื่อไรเจ็บจริง เป็นอย่างไร มีแต่คนบอกว่าเดี๋ยวก็รู้ๆ (แต่กรูอยากรู้แล้วอะ ตอนนั้นคิดในใจ ไม่มีใครบอกเราเลยว่าเจ็บจริงเป็นงัย) มาจะเล่าให้ฟัง เวลาเจ็บจริงนะ มันจะเกิดต่อเนื่องกันทุกๆสิบนาที แล้วก็ห้านาที แล้วก็ทุกๆนาที..เจ็บแบบไหนนะเหรอ อื้ม เจ็บเหมือนปวดท้องเมนส์ แต่เจ็บกว่าประมาณสามหมื่นสามพันล้านเท่า ฮาๆๆๆ ล้อเล่น ไม่ขนาดนั้น ตกใจกลัวกันเลยรึ มันก็เจ็บกว่าหน่อย เจ็บจือๆๆ เรานั้นเป็นคนขี้กลัว เลยเช่าเครื่อง Tens มันเป็นเครื่องช่วยให้เจ็บน้อยลง โดยการสั่นๆๆๆแบบจี้เข้าเส้น แล้วมันจะทำให้เราหลั่งฮอร์โมนช่วยให้หายปวด
แต่มันช่วยแค่ก่อนที่ช่องคลอดจะขยายเท่านั้นคะ หลังจากช่องคลอดขยายแล้ว ต้องยาฉีดอย่างเดียวเลย ฮาๆ แต่ว่าก็ขึ้นอยู่กับระดับความทนทานการเจ็บของแต่ละคนนะคะ คือเราแค่ฉีดยาก็จ๊ากแล้วคะ ดังนั้นอย่ากลัวไป ฮาๆ
ช่วงที่หนึ่งช่วงเจ็บท้องก่อนมดลูกเปิดนี่แล้วแต่คนนะคะ บางคนเจ็บกันข้ามวันเลย แต่เราโชคดี เพราะดันปวดหลัง จึงออกกำลังกายPilates ซึ่งเป็นการยืดเส้นช่วงหลังด้วยท่าโก่งหลังแบบแมว ต้องดูดีวีดี หรือดูในยูทูปได้คะ 10 minutes prenatal pilates ตอน Flexiblility ช่วงทำให้ผนังมดลูกนุ่ม กระดูกเชิงกรานขยาย เตรียมคลอดได้ง่าย แต่อันนี้แนะนำให้คุยกะหมอก่อนนะคะ อย่ามั่วๆทำ เพราะว่าเดี๋ยวคนท้องไม่แข็งแรงจะหลุดเอา
อย่างที่บอกว่าออกกำลังกายช่วยเอาไว้มากก่อนคลอด ตอนเจ็บท้องช่วงหนึ่ง ถึงช่วงปากมดลูกเปิดตัวเต็มที่สิบเซ็นต์ของตัวเองนั้นใช้เวลาแค่สี่ห้าชั่วโมงเองคะ ตอนที่เจ็บแรกๆ ใช้เครื่องเท็นสฺ์ ก็สนุกดี กรืดๆสั่นๆ เรียกพยาบาลมาหาตอนเริ่มปวดหนักยังขำๆ จนพยาบาลถามว่าเธอหัวเราะหรือเธอเจ็บ บอกเขาว่าเจ็บ เขาก็ดูให้ว่าปากมดลูกเปิดแล้ว ดีที่อยู่อังกฤษ พยาบาลใจดีน่ารักมาก คอยมาดู คอยกุมมือ พูดอย่างอ่อนโยน 
พอปากมดลูกเปิดเอาหล่ะคะ คราวนี้อิที่เจ็บแป๊ดๆปล๊าบๆ ตอนนี้หล่ะคุณเอ๋ย ร้องเสียงหลงเลย ราวกับในหนัง แหกปาก โอ๊ยยย ลั่นหวอดเลยอะคะ พยาบาลเข้ามาก็ขอโทษเขาที่เสียงดัง และบอกว่าเจ็บ พยาบาลก็ใจดี๊ดี บอกว่าไม่ต้องขอโทษๆ เป็นเมืองไทยคงโดนดุ ถ้าอยู่ รพ.รัฐด้วยแล้ว
พยาบาลแกก็เอายา เพตาดีน มาฉีด..ดันแพ้มันอีก คือฉีดแล้วเหมือนคนเมา หลับไปครึ่งชั่วโมง ตื่นมาห้องมันหมุน มือมันปวกเปียกๆ ปากก็คุมไม่อยู่ ร้องแบบเทปยานๆ คุณณณพยยยยาาาบาาาาลลลล ช่ววววยยยด้วววยยยยคะะะ เจ็บบบบค๊าาาา ร้องแบบนี้อยู่สามชั่วโมงได้ ไม่รู้เรื่องเลย หลับๆตื่นๆ แหกปากสลับๆไป โลกมันหมุนโคลงเคลง พยาบาลตรวจปรากฏว่าปากมดลูกเปิดไปห้าเซ็นต์แล้ว ดีที่บอกสามีให้เขียนเบอร์โทรใส่กระดาษวางไว้ใกล้ๆ และดีที่ได้ห้องส่วนตัว เพราะเสียงดิฉันดังมากกกกกก 
พยาบาลก็โทรไปตามจิกสามีให้มาได้แหละ แต่บอกว่าไม่ต้องรีบ เพราะพึ่งเปิดได้ห้าเซ็นต์เอง ครึ่งทาง ปกติเขาใช้เวลากันประมาณชั่วโมงละเซ็นต์ ปรากฏว่าพยาบาลมาเปลี่ยนเสื้อผ้า เอาน้ำมาป้อน ให้คนมารับ(อิคนมารับดุมาก ตอนกินน้ำมือเราปวกเปียก เขาก็บอกว่าทำเอง เราก็ต้องกินเอง ใจร้ายมากเลย กินไปหกไป แต่ตอนนั้นไม่คิดไร ร้องโหยหวนอย่างเดียวเลยอะคะ)
คือมันจื๊อๆๆมาเป็นพักๆ แต่กระชั้นมากหน่อย เลยมีบางช่วงพอคุยได้อยู่ อิยาเพสตาดีนเริ่มหมดฤทธิ์แหละ เราเริ่มทรงตัวได้เป็นปกติ คือไม่หมุนๆเวียนๆ แขนขามีแรงแหละ 
แต่ว่าจากห้องพักไปห้องคลอดนั้นใช้เวลาราวๆสิบนาที และรวมที่รอรถเข็นมารับ และพยาบาลเปลี่ยนชุดให้ก็ราวๆชั่วโมงคะ แต่แค่หนึ่งชั่วโมง ไปถึงห้องคลอดปุ๊บ ปากมดลูกเปิดสิบเซ็นต์แล้วคะ ฮาๆๆ แบบว่าจัดเต็ม ระหว่างนั้นก็แหกปากไปตลอด สลับกับบอกพยาบาลว่าเจ็บทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ 
พยาบาลทำคลอดก็น่ารั๊กน่ารักมาถึงก็แนะนำตัว เราก็เออๆ นึกในใจ กูจะอยากรู้ชื่อเมิงไปทำไม กรุณารีบฉีดยาเข้าเส้นตรงหลังให้กุที ปวดนรกแตกแล้ว (ยาเอพิดูรอล) ปรากฏว่าเธอจิ้มอยู่นานจนแขนเป็นแผลก็ไม่สำเร็จ ปากมดลูกเปิดแล้ว จะคลอดแล้ว ฉันอยู่นิ่งๆไม่ได้แล้ว เขาฉีดเข้าเส้นที่หลังไม่ได้แล้ว สรุปว่า ดิฉันเลยไม่ได้ยาแก้ปวด และต้องพึ่ง แก็ส แอน แอร์ สำหรับสูดทางปากแทน โหย คราวนี้จากอียาเพสตาดีน ที่ทำเอาเหมือนคนเมายา มาเจอแก็สแอนแอร์อีก เหมือนลอยอยู่บนสวรรค์ ฮาๆๆ เกิดมาชาตินี้ไม่เคยกินเหล้าจนเมา ไม่เคยใช้ยา ก็มาวันนี้แหละ รู้แหละคนเมายาบ้ามันเป็นงัย ฮาๆๆ
สามีกะแม่สามีมาถึง ก็พอดีจะคลอด ตื่นเต้นกันใหญ่ ตอนนั้นพยาบาลคนแรกกำลังจะออกเวร..เฮ้ยยย เมิงจะมาออกเวรอีตอนกลางคันกุจะคลอดงี้ได้งัยวะ นึกในใจคะด่าไม่ออก ลอยอยู่บนสวรรค์อยู่ ฮาๆๆ แต่ว่าถือว่าโชคดี เพราะคนแรกนั้นท่าจะมือใหม่ บอกให้เราเบ่งตามสะดวก จนเหงื่อแตก หมดแรง เพลี่ย นอนก็ไม่ได้นอนมาทั้งวันเต็มๆ แล้วก็นอนไม่พอมาสองสามเดือนด้วย สุดยอดมากเลย ในใจตอนนั้นคิด ผ่าท้องกูที กูไม่ไหวแล้ว ฮาๆๆ 
พยาบาลคนที่สองมาอย่างดุเลย มาถึงก็บอกอย่าพึ่งเบ่ง อั้นไว้ พักก่อน..ฮ๊ะ มาให้กูพักอะไรตอนนี้ แมร่งปวดเบ่งนี่มันแบบว่าอยากเบ่งมาก ปวดมาก แต่ดีที่อ่านหนังสือมา หมอเขาบอกว่า อย่าเบ่งจนกว่าพยาบาลจะบอกให้เบ่ง ไม่งั้นเราจะหมดแรงเบ่ง คลอดเองไม่ได้ เอาเชื่อเขา แล้วเขาก็ดุด้วย แต่ว่าวิธีของเขาถูกต้องที่สุด 
เขาก็บอกเอาสูดแก็สเข้าไป เราก็สูด เขาบอกว่ารู้สึกอยากเบ่งเมื่อไรสูดแก็สเข้าไป หายใจลึกๆ เดี๋ยวลูกจะขาดอากาศ เราก็ตอนนั้นตาลืมไม่ขึ้นแล้ว เพลียมาก แต่มีสติฟังอยู่ เขาก็ถามสามีเราว่าทำไมเราหลับ (ปกติคนอื่นเขาไม่หลับนะ ) อยากจะบอกว่า กูไม่ได้หลับ กูยังฟังเมิงอยู่ แต่กูเหนื่อย กูขี้เกียจลืมตา กำลังทำสมาธิ พยายามมีสติอยู่เว้ย แต่ทั้งหมดนั้นคิดในใจ เพราะไม่มีแรงพูด ฮาๆ
ก็พักประมาณครึ่งชั่วโมง ให้ตัวเองมีแรงเบ่งอีกรอบ ก็สูดแก็สไป ลอยไปในอากาศบ้างไรบ้าง ฮาๆๆ เมาครับ เขาก็ทำไรอีรุงตุงนังกับเรา ตอนนั้นไม่เจ็บหรอกคะ เพราะเจ็บท้องมากกว่า เขาก็ดูว่าเด็กเคลื่อนตัวยังไรไปเรื่อย แล้วก็บอกเอาเบ่ง เอาพัก เอาสูดแก็ส เอาเบ่งอีก หนึ่งสองสาม เบ่งยาวเลย โหย ราวกับเชียร์แข่งเรือยาว สามีก็ให้กุมมือ ตอนนั้นบีบแรงมาก กลับมาสามีมือช้ำเลยอะคะ แม่สามีก็คอยเชียร์ตลอดเวลา
เขาบอกใกล้แล้วๆ อยู่นั้นแหละ เราก็แบบ เมิงใกล้มาจะชั่วโมงแล้วนะ (นึกในใจ) เมื่อไรจะคลอดสักทีคะคุณ
ลูก จนพยาบาลแกบอก เอาหล่ะ ตอนนี้เอาให้สุดๆเลยนะ อยู่สี่ห้าครั้ง สาวน้อยก็พลุบออกมาจนได้ โอ๊ยยยย ตอนนั้นได้ยินเสียงร้อง ก็ดีใจจนน้ำลายไหลอะคะ (แบบว่ายังเมาแก็สอยู่ ฮาๆๆ) สามีก็ตัดสายสะดือ อย่างปลื้มใจ ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นบอกว่าจะไม่ตัดสายสะดือเด็ดขาด หน้าตาสามีนั้น ภูมิใจ๊ ภูมิใจ ส่วนภรรยาโทรมโครตๆ หัวฟู ย่ายังมีกะใจถ่ายรูปให้ 
เจ้าเด็กน้อยถูกเช็ดตัว ชั่งน้ำหนัก ก่อนชั่งยังมีกะใจฉี่ก่อน กลัวว่าจะอ้วนหรืองัย แหม ลูกสาวนะคะ ห่วงเรื่องน้ำหนักตัวที่หนึ่ง พยาบาลยังแซวแหม กลัวว่าชั่งแล้วตัวเองจะหนักหรืองัยสาวน้อย รีบฉี่ก่อนเลย (นิสัยเดียวกะแม่เลยงะ หรือมันเป็นทางพันธุกรรมรึเปล่าเนี้ย ฮาๆ) 
พอคลอดแล้ว ก็จะฉีดยาคลอดรก อะไรไป ถ้าเราแผลฉีก ก็จะเย็บให้ ขนาดฉีดยาชายังเจ็บเลยอะคะ แต่ว่าตอนนั้นได้เจ้าตัวน้อยออกมานอนซุกอกแม่แล้ว ก็เจ็บๆ แต่ว่ามีความสุขดี และอ้วกแตกด้วย เพราะเมาอีแก็สนั้น ฮาๆๆ 
อ่านกันมาขนาดนี้ อย่ากลัวไปนะคะ เพราะว่าธรรมชาติสร้างให้เราสามารถมีลูกและคลอดออกมาได้ และถ้ามันมีอะไรที่เหลือบ่ากว่าแรง อย่างไรเสีย คุณหมอก็อยู่ใกล้ๆ เดี๋ยวเขามีวิธีช่วยเราเองแหละคะ เอาเป็นว่าเขียนให้พอได้ลุ้น ให้ได้ตื่นเต้น และเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เนินๆ ตัวเองแผลจากการคลอดเจ็บอยู่ราวๆสองอาทิตย์ก็หายคะ ไปไหนมาไหนได้สะดวก แต่ปวดหลังอยู่ราวๆเดือนได้ พอออกกำลังกายตามที่เขาสอน แป๊บเดียวก็เข้าที่เข้าทางคะ 
น้ำหนักตัวก็ลดหมดเลยสิบสี่กิโลภายในสองเดือนกว่าๆ เพราะให้นมลูกเอง เลี้ยงเอง เหนื่อย แต่มีความสุขมากๆเลยคะ ขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่ใกล้คลอดทุกคนนะคะ ครั้งหนึ่งในชีวิตคะ ได้น้ำตาเล็ดเพราะลูกบ้าง ซึ้งดีคะ ฮาๆๆ 
ขอให้คิดว่าคนอื่นที่เขาเฉาะหน้า เฉาะนม เปลี่ยนจมูก เขายังทนได้เพื่อความสวย เราก็ทนได้เพื่อลูกคะ ของเราเจ็บแปล็บเดียว ไม่กี่ชั่วโมง แผลก็ไม่กี่วันก็หาย แปล็บเดียวเท่านั้น เอาน่า เขาทำกันมาเป็นพันๆปีแล้ว เรื่องคลอดลูกเนี้ย ฮาๆ เราก็ทำได้ สบายๆ เดี๋ยวได้ดมตูดเด็กแล้วก็จะหายเจ็บเองอะคะ ฮาๆ

 
 

edit @ 9 Apr 2012 04:58:15 by JanEngland

edit @ 9 Apr 2012 05:18:37 by JanEngland

edit @ 9 Apr 2012 17:07:57 by JanEngland

edit @ 10 Apr 2012 04:08:25 by JanEngland

edit @ 2 May 2012 20:30:21 by JanEngland

มีคนฝากให้เขียนเรื่องนี้ ทำท่าขยันขันแข็งปั่นมือทำเป็นกูรูกับเขาบ้าง จริงๆชีวิตจริงชอบนักเรื่องยุให้คนรักกัน..ตั้งแต่เด็ก ทั้งๆที่ตัวเองไม่มีแฟนกะเขาสักที ยังไปช่วยชาวบ้านเขาจนได้...จนแต่งงานแล้ว มีแฟน ก็ยังคงเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายดูแลหัวใจเพื่อนๆอยู่ไม่มีเว้น วันนี้มีคอมเม้นท์มาถามให้ช่วยเขียนเรื่องนี้ แฮะๆ ขอทำตัวเป็นศิราณีช่วยไขหัวใจให้นะคะ ฮิ้ววว
ประเด็นของความรักจืดจาง มันอยู่ตรงที่ อะไรทำให้มันจาง ...เวลา หน้าที่การงาน หรือลูกๆ นี่แหละคะประเด็น คือต้องดูให้ได้ก่อนว่าอะไร ตัวเราหรือ ตัวเขา อย่างไหนที่เรียกจืดจาง โหย ยาวเลยทีเดียว เอาเป็นว่า วิธีทำให้ความรักยังคงอบอุ่นก่อนดีกว่า
ตัวเองนั้นแต่งงานมาแค่แปดปี คบกันมารวมแต่งงานก็สิบเอ็ดปี ความรักที่มีจากหวือหวาๆ ร้อนๆ งอนๆ ก็กลายเป็นเข้าอกเข้าใจ รู้ทางกันว่า แกมาอย่างนี้แกเจอเหวี่ยงแน่ จะหลบ หรือจะถอย หรือตอนไหนเราจัดหนักแล้วเราจะชนะ อารมณ์นั้นมากกว่า ฮาๆๆ ปกติเพราะเรามีสามีฝรั่ง ดังนั้นมีอะไร ก็บอก ก็คุยไม่เคยเก็บ เพราะสามีไม่ยอม ต้องให้เราพูด และถึงแม้บางครั้งเราจะดื้อไม่ค่อยชอบฟังคำเตือนของสามี แต่เราเก็บเอามาทบทวนอยู่ดีแบบไม่ให้มันรู้
สามีของเรานั้นเป็นคนเรียกว่าหมายังไม่กล้ากัด เพราะเป็นคนดุมาก ในช่วงที่คบกันใหม่ๆ ใครๆก็รู้กันว่าอย่าทำให้แกโมโห เพราะแกจัดหนัก หน้านั้นดุ แต่เราชอบลองของ เราว่าเฮ้ย ขนาดหมาดุ กูยังทำให้รักกูได้ ลองกันดูสักตั้ง ฮาๆๆ ความจริงคือ เลือกไม่ได้อะคะ หน้าไม่สวย ได้แค่นี้ก็บุญแหละ 
แต่เขาว่าความรักทำให้คนยิ้มได้...(หนังสือที่ตัวเองเคยเขียน แต่ว่าตอนนี้รู้สึกจะถูกขายไว้เช็ดก้นแล้วอะมั้งคะ ฮาๆๆ ขายดีเกิ๊น) ความรักของเราเลยเริ่มจากขมปี๊ ค่อยๆหวาน และทรงตัวอยู่ที่ระดับปานกลาง จากคนเคยดุ ก้อเป็นคนอบอุ่นไปแล้วคะ เพราะเราก็หมั่นพูดคุยกัน ไม่ใช่เอาแต่หันหน้าหนี คนไทยนี่ชอบหนีเนอะ แบบว่างอนก็หนีไปบ้านแม่อะไรแบบนี้ (คือตัวเองเป็นคะ แบบงอนกูจะกลับไทย แต่กลับไม่ค่อยได้ เพราะค่าตั๋วแพง เลย อดทนศึกษากันจนอยู่กันมาจนตีนกาขึ้นเนี้ยแหละคะ ฮาๆ)
ปกติก็พยายามอ้อนสามีบ้างเหมือนกัน กอดกัน คอยทวงจูบ และรับฟังเรื่องราวต่างๆประจำวันที่สามีไปเจอะเจอ (ใครว่าผู้ชายไม่เม้าท์ ฮาๆๆ) แต่ที่สำคัญคือ..ปล่อยให้เขามีความเป็นตัวของตัวเอง ทำอะไรที่เขาชอบ ไปเจอเพื่อน ไปปลูกต้นไม้ ทำสวนผัก และถ้ารู้สึกว่าเยอะไปแล้วแก ไม่มีเวลาให้ฉัน ก็จะพูดทวงเลยคะ ไม่ปล่อยให้เดา เพราะเชื่อว่ามันเดาไม่ถูก..ผู้ชายนี่เขาไม่มีระบบเนวิเกเตอร์คะ ต้องบอกให้รู้ เฮ้ยๆๆ เมิง ชักมากไปแหละ หันมาสนใจกรูหน่อย ฮาๆๆๆ ก็เป็นแบบนี้หล่ะคะ 
ที่บ้านนั้นไม่หวานสดชื่นรื่นฤทัยกันตลอดเวลา แต่มีเวลาหวานๆ ไปเดินเล่นจูงมือ เตะตูดกันบ้าง ตามแต่โอกาสจะอำนวย (แม่สามีรับหลานไปเล่น) แต่โดยส่วนตัวนั้น คิดตลอดเวลาว่าไม่มีอะไรแน่นอน..ดังนั้นจึงเตรียมใจไว้บ้างว่า ถ้าเมิงจะไปก็ไป เราต้องอยู่ได้ เลยไม่ค่อยวีน ไม่พึ่งพิงสามีจนเวอร์ แต่ต้องมีบ้างนะคะ ต้องทำตัวปัญญาอ่อนบ้าง เช่น ขับรถไปไกลๆไม่ได้ ให้สามีขับ (ความจริงคือขี้เกียจ) หรือพวกซ่อมของในบ้าน ให้สามีทำ คือต้องให้เขารู้สึกว่ามีคุณค่ากับเราบ้างแต่ไม่ใช่ว่าเราพึงพิงเขาจนน่าเบื่ออะคะ อย่างบางคนสามีไม่หาข้าวให้ ไม่กิน..อันนี้เวอร์ไปแหละ ฮาๆๆ
ทุกอย่างที่ว่ามานี้ ขึ้นอยู่กับระดับความไว้ใจของเราที่มีต่อคนของเรา ตัวเองนั้นแรกๆก็ระแวงนู้นนี่นั้น แต่คิดไปคิดมา เสียเวลาเปล่าๆ ถ้ามันจะไปต่อให้เอาควายมาทั้งตำบลก็ลากมันไว้ไม่อยู่ คิดแบบนั้นคะ คิดว่าเออวะ ถึงจะไม่สวย แต่ก็มีดีที่ตลกอะวะ ฮาๆๆ เพราะอย่างนั้นจึงปล่อยๆเขาไป ขนาดเขาคุยกะแฟนเก่าแรกๆเราก็หึง แต่ตอนนี้ไม่หึงอะ เพราะถ้าแฟนเก่ามันดีจริง มันคงไม่เป็นแฟนเก่าอะคะ สถานะภาพควรเป็นแฟนปัจจุบันอย่างเรามากกว่า ฮาๆๆๆ (แอบสะใจเล็กๆ ) 
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อารมณ์ต่างๆก็มากระทบเราเป็นระลอกๆไป ก็กำหนดไปคะ โกรธหนอๆ หึงหนอๆ หงุดหงิดหนอๆ หิวหนอๆ (แฮะๆ อันนี้นอกเรื่อง) และถ้าแฟนคุณมีกิ๊ก แนะนำให้หวานกับแฟนให้มากๆ เป็นการถีบกิ๊กที่เกาะติดกะแฟน ด้วยความหวานของเรา แรกๆอาจจะโกรธมัน แต่เอาน่า อยากให้แฟนรักก็ต้องเข้าใจเขาให้มากๆ แต่รักตัวเองให้มากกว่า แล้วเราจะพบว่า...เราอยู่ได้แม้ไม่มีมัน ฮาๆๆๆ 
วันนี้แค่นี้ก่อนนะคะ จะไปปลุกสุดสวย ไปอาบน้ำแล้วคะ เธอนอนกลิ้งไปกลิ้งมาทำท่าน่ารักอ้อนแม่แล้วคะ นี่แหละคะ แค่โดนอ้อนก็ใจอ่อนแล้วววว
รักใครก้อรักไป แต่อย่าลืมรักแม่...ฮาๆๆ

ห่วงลูกในท้อง ต้องหมั่นเช็ค

posted on 29 Feb 2012 22:52 by mummyengland  in Pregnancy  directory Diary
วันนี้เขียนเรื่องที่แม่หายๆคนเป็นกังวลและห่วงคือเจ้าตัวน้อยๆในท้อง ที่เราไม่รู้ว่าอยู่ดีมีสุขอย่างไร มันมีเหตุการณ์ที่ลูกสาวเพื่อนที่ทำงาน ท้องลูกคนแรกแต่ว่าลูกรกพันคอเสียตั้งแต่ในท้องทั้งๆที่อีกวันก็จะถึงกำหนดคลอดแล้ว กลายเป็นข่าวดังขึ้นมาเมื่อเขาตั้งมูลนิธิและเว็บไซด์ Count the kick!  เป็นการนับการดิ้นและการถีบของลูกคะ
ตัวเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยแท้ง จึงทำให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ เขาให้นับการถีบของลูกว่าลูกถีบวันละกี่ครั้ง และต้องมากกว่าสิบครั้งในยี่สิบสี่ชั่วโมง (แต่ถ้าเอาให้ชัวร์ๆ ในสิบชั่วโมงก็ควรรีบไปหาหมอได้แล้วคะ) ตัวเองนั้นนับทุกวัน และจะจดใส่สมุดเล็กๆ ทุกๆครั้งที่เขาดิ้น ก็จะขีดหนึ่งขีด ทำอย่างนี้ทุกวันตั้งแต่เขาเริ่มดิ้น แต่ไม่ได้ทำทุกชั่วโมงหรอกนะคะ เพราะทำงาน
แต่ก็จะรู้คราวๆว่าช่วงเจ็ดโมงเช้า ถึงห้าโมงเย็น ลูกจะดิ้นประมาณกีที ไม่เป๊ะๆ แต่ให้แน่ๆ มีอยู่วันหนึ่ง วันนั้นนั่งทำงานอยู่ ปรากฏว่าลูกไม่ค่อยดิ้น ดิ้นน้อยมาก ในช่วงเช้า ซึ่งผิดปกติ แล้วเราเกิดปวดท้อง...
ตอนนั้นนี่หว้าวุ่นเลยคะ บอกเจ้านายน้ำตาแตก กลัวมากๆ เจ้านายก็ดีสุดชีวิต โทรไปหาหมอ นัดให้ได้เดี๋ยวนั้น เพราะที่อังกฤษนี่ถ้าไม่ฉุกเฉินไม่ได้เวลานัดอย่างรวดเร็ว เจ้านายแกนอกจากจะดุคนทำนัดที่ตอนเราโทรให้เรารอตั้งบ่ายแล้ว แกยังให้เพื่อนที่ทำงานขับรถพาเราไปหาหมอ
พอบอกหมอปุ๊บ เขาก็ส่งไปโรงพยาบาลทันที เพราะการที่เด็กดิ้นน้อยลง เป็นเรื่องใหญ่ ที่นี่เขาใส่ใจกันมาก เราก็ไปนอน ให้เขาเอาเครื่องวัดการเต้นของหัวใจมารัดที่พุง ดูการบีบตัวของมดลูก นอนคาอยู่อย่างนั้นสามสีชั่วโมง วินาทีนั้น ฉงฉี่ไม่ปวดแล้วคะ ระเหยไปตามผิวหนังแล้ว ห่วงลูกมากกว่า
เตียงข้างๆกันก็มีอาการเหมือนกัน นอนกังวลกันไปเรื่อยๆคะ หมอก็มาดูอาการ ตรวจๆ ปรากฏว่าปกติดี แต่ว่าคาดว่าเด็กอาจจะหลับ ผิดเวลา หรือถีบไปด้านใน แทนถีบท้องด้านนอก (อะไรสักอย่าง งง นิดหน่อยคะ) เอาเป็นว่าปกติดี
แต่ที่อังกฤษนั้นเขาจะให้ความสำคัญนับการเตะของลูกมาก เพราะมีคนที่สายรกพันคอเด็กตายเยอะ ดังนั้นเมื่อรู้ว่าผิดปกติให้รีบไปหาหมอ อย่าคิดว่าคนอื่นจะว่าเราตื่นตูม ขอให้ลูกแข็งแรง ปลอดภัย สำคัญที่สุดคะ 
ใครจะว่าอะไร อย่าไปสน ตัวเองนั้น กังวลมากมาย ไปโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น แต่เพราะอีความขี้วิตกจริตนี่แหละคะ ทำให้หมอเจอว่าน้ำตาลเราสูง (ตรวจซ้ำ ตอนแรกว่า โอเค) ปรากฏว่ามันมาโผล่อีตอนหลัง ก็ทำให้ต้องเข้าโปรแกรมคุมอาหารและน้ำตาล เพราะถ้าแม่เป็นเบาหวาน ลูกจะตัวใหญ่ คลอดยาก และที่สำคัญทำให้ลูกต้องผลิตอินซูลินมาคุมน้ำตาล สู้ด้วย ทำให้ลูกอาจเป็นเบาหวานได้ อันตรายสุดก็คือเสียชีวิตตอนคลอดหรือในครรภ์ได้ ต้องเจาะเลือดตรวจน้ำตาลเองวันละแปดหน มือพรุนเลยทีเดียว
สุดท้าย คุณหมอเห็นว่าน้ำตาลเราพุ่ง ไม่ไหวแล้ว จึงนัดให้ฉีดอินซูลิน และจับมาเร่งคลอดก่อนกำหนดเสียสองอาทิตย์ เพราะกลัวลูกตัวใหญ่ แม่คลอดไม่ไหว และที่สำคัญเป็นอันตรายกับทั้งแม่และลูกได้
คนที่กำลังท้องอยู่ หมั่นเช็คสุขภาพตัวเอง และหมั่นสังเกตุการถีบของลูกด้วยนะคะ ขอให้คลอดกันอย่างปลอดภัยนะคะ
 

edit @ 29 Feb 2012 23:11:21 by JanEngland

edit @ 29 Feb 2012 23:25:02 by JanEngland

edit @ 1 Mar 2012 13:15:45 by JanEngland